ประวัติสโมสร

Arsenal-history

สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล (อังกฤษ: Arsenal Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่เล่นในพรีเมียร์ลีก จากย่านฮอลโลเวย์ ในกรุงลอนดอน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ ครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ 13 ครั้งและเอฟเอคัพ 13 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสถิติผู้เข้าชิงชนะเลิศในเอฟเอคัพมากที่สุด คือ 20 ครั้ง และยังเป็นแชมป์เอฟเอคัพมากที่สุด อาร์เซนอลถือสถิติร่วม โดยอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษยาวนานที่สุดโดยไม่ตกชั้น และติดอยู่อันดับ 1 ของผลรวมอันดับในลีก ของทั้งศตวรรษที่ 20 และเป็นทีมที่ 2 ที่จบการแข่งขันฤดูกาลในลีกสูงสุดของอังกฤษโดยไม่แพ้ทีมไหน (ในฤดูกาล 2003–04) เป็นทีมเดียวที่ไม่แพ้ใครทั้ง 38 นัด

อาร์เซนอลก่อตั้งในปี ค.ศ. 1886 ที่วูลิช โดยกลุ่มคน 15 คน ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 6 เพนซ์ เป็นค่าตั้งสโมสร ที่รอยัลโอ๊คผับ (ซึ่งความหมายนี้ได้ปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์สโมสรในวาระครบรอบ 125 ปีของการก่อตั้ง) และในปี ค.ศ. 1893 เป็นสโมสรแรกจากลอนดอนใต้ที่ร่วมในฟุตบอลลีก ต่อมาในปี ค.ศ. 1913 สโมสรได้ย้ายมายังลอนดอนเหนือ ย้ายสนามมายังอาร์เซนอลสเตเดียมในไฮบรี ในคริสต์ทศวรรษ 1930 สโมสรครองแชมป์ลีกแชมเปียนชิป 5 สมัยและเอฟเอคัพ 2 สมัย และในยุคหลังสงครามชนะในลีกและเอฟเอคัพทั้งสองถ้วยในฤดูกาล 1970–71 และในคริสต์ทศวรรษ 1990 และคริสต์ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ครองสองถ้วยในฤดูกาลเดียว 2 ครั้ง และสามารถเข้าสู่รอบตัดสินในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี ค.ศ. 2006 อาร์เซนอลมีทีมคู่ปรับร่วมเมืองในนอร์ทลอนดอน คือทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่เรียกการแข่งขันว่า นอร์ทลอนดอนดาร์บี อาร์เซนอลเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับ 4 ของโลก ในปี ค.ศ. 2012 โดยมีมูลค่า 1.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์

ประวัติ
สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลเริ่มต้นขึ้น เมื่อกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช กรุงลอนดอน ก่อตั้งทีมฟุตบอลของตนเองขึ้นมาเมื่อปลายปี ค.ศ. 1886 ในชื่อ ไดอัล สแควร์ การแข่งขันแรกของทีมคือเกมที่สามารถเก็บชัยชนะเหนือทีมอีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 หลังจากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนชื่อเป็น รอยัลอาร์เซนอล และยังคงแข่งขันในเกมอุ่นเครื่องและรายการท้องถิ่นต่อไป จากนั้นได้ก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพแล้วหันมาใช้ชื่อ วูลิชอาร์เซนอลในปี 1891 สโมสรแห่งนี้ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในปี 1893 ในดิวิชั่น 2 จากนั้นในปี 1904 ก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ในทางภูมิศาสตร์นั้นจะเห็นว่าสโมสรแห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวเกินไป ส่งผลกระทบให้จำนวนผู้ชมมีน้อยกว่าสโมสรอื่นจนกระทั่งทีมต้องประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนนำไปสู่การยุบทีมในปี 1910 เมื่อเฮนรี นอร์ริสได้เข้ามาเทคโอเวอร์ นอร์ริสพยายามมองหาแนวทางที่จะย้ายที่ตั้งของสโมสรไปอยู่ที่อื่นจนกระทั่งในปี 1913 หลังจากที่ตกชั้นดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น อาร์เซนอลก็ได้ย้ายไปอยู่ที่อาร์เซนอลสเตเดียมในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ ในปีต่อมา สโมสรได้ตัดสินใจตัดคำว่า “วูลิช” ออกจากชื่อสโมสรจนเหลือเพียง อาร์เซนอล เท่าที่เห็นในปัจจุบัน หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ลีกดิวิชั่น 1 ก็เพิ่มจำนวนทีมเป็น 22 ทีม อาร์เซนอลได้อันดับ 5 ของดิวิชั่น 2 ในปี 1919 แต่ถึงกระนั้นก็ได้รับเลือกให้กลับขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 อีกครั้งหนึ่ง และอาร์เซนอลก็ไม่เคยถูกลดชั้นหรือตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา
ในปี 1925 อาร์เซนอลได้ว่าจ้างให้เฮอร์เบิร์ต แชปแมนเป็นผู้จัดการทีม แชปแมนเคยพาฮัดเดอร์สฟิลด์ทาวน์คว้าแชมป์ลีกมาแล้ว 2 สมัยคือฤดูกาล 1923-24 และ 1924-25 ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซนอลนี้ และแชปแมนคือคนแรกที่พาอาร์เซนอลก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความสำเร็จยุคแรก เขาจัดการเปลี่ยนระบบการซ้อมและแทคติคใหม่ทั้งหมดพร้อมทั้งซื้อนักเตะระดับแนวหน้ามาร่วมทีมไม่ว่าจะเป็นอเล็กซ์ เจมส์และคลิฟฟ์ บานติน ทำให้อาร์เซนอลก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษได้ในช่วงทศวรรษที่ 1930 อาร์เซนอลคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของแชปแมน โดยสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ฤดูกาล 1929-30 และแชมป์ลีก 2 สมัยคือฤดูกาล 1930-31 และ 1932-33 นอกจากนั้น แชปแมนยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนชื่อสถานีรถไฟใต้ตินที่อยู่ในย่านนั้นคือ Gillespie Road เป็นสถานีรถไฟใต้ดิน “อาร์เซนอล” อันเป็นสถานีรถไฟใต้ดินเพียงแห่งเดียวที่ตั้งชื่อตามสโมสรฟุตบอลโดยเฉพาะ

น่าเสียดายที่แชปแมนเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคปอดบวมเมื่อต้นปี 1934 แต่หลังจากนั้น โจ ชอว์ และ จอร์จ อัลลิสัน ที่เข้ามารับตำแหน่งก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน พวกเขาพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้อีก 3 สมัย (ฤดูกาล 1933-34, 1934-35 และ 1937-38) และเอฟเอคัพ 1 สมัย (1935-36) อย่างไรก็ตาม อาร์เซนอลก็เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆในช่วงปลายทศวรรษเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันฟุตบอลอาชีพทุกรายการในอังกฤษต้องยุติลง

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ทอม วิทเทคเกอร์ ผู้สืบทอดตำแหน่งของอัลลิสันได้เข้ามาบริหารทีม อาร์เซนอลจึงกลับมาประสบความสำเร็จได้อีก 2 ครั้งคือฤดูกาล 1947-48 และ 1952-53 ที่ได้แชมป์ลีก และ 1949-50 ที่ได้แชมป์เอฟเอคัพ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น โชคก็เหมือนจะไม่เข้าข้างอาร์เซนอลเท่าไรนัก สโมสรไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเตะชุดเดียวกับที่เคยอยู่ในทีมช่วงทศวรรษ 1930 ให้กลับเข้าสู่ทีมได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1960 นั้น อาร์เซนอลกลายเป็นทีมระดับธรรมดาๆที่ไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรได้เลย แม้ แต่บิลลี ไรท์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมนั้นก็ไม่สามารถนำความสำเร็จมาสู่สโมสรได้เลยในช่วงปี 1962-1966 ที่เข้ามาคุมทีม

อาร์เซนอลเริ่มกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากได้ว่าจ้างให้เบอร์ตี้ มี นักกายภาพบำบัดให้มารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1966 แบบไม่มีใครคาดคิด อาร์เซนอลสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลลีกคัพได้ 2 สมัยแต่ก็พลาดแชมป์ทั้งสองครั้ง แต่ก็ยังสามารถคว้าแชมป์อินเตอร์ซิตี้แฟร์สคัพ ฤดูกาล 1969-70 ซึ่งเป็นถ้วยยุโรปใบแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ตามมาด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งแรก นั่นคือแชมป์ลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 1970-71 แต่ในทศวรรษต่อมานั้น อาร์เซนอลทำได้แค่เพียงการเข้าไปใกล้ตำแหน่งแชมป์มากที่สุดแต่ก็แทบจะไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลย โดยได้รองแชมป์ลีกในฤดูกาล 1972-73 รองแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาล 1971-72, 1977-78 และ 1979–80 และยังพ่ายแพ้ในเกมยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพรอบชิงชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษอีกด้วย สโมสรประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวในช่วงนี้ก็คือการคว้าแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาล 1978-79 ได้ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 ในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันมากในเรื่องของความคลาสสิกของเกมนี้

การกลับเข้ามาสู่วงการฟุตบอลอีกครั้งของ จอร์จ แกรแฮม อดีตนักเตะในฐานะผู้จัดการทีมของอาร์เซนอลในปี 1986 ทำให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 สมัย อาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1986-87 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่แกรแฮมเข้ามาคุมทีม จากนั้นก็มาได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 1988-89 ด้วยการคว้าแชมป์จากประตูในนาทีสุดท้าของเกมที่พบกับลิเวอร์พูล จากนั้น อาร์เซนอลภายใต้การคุมทีมของแกรแฮมนั้นก็ได้แชมป์ลีกอีกในปี 1990-91 โดยแพ้ไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น และสามารถคว้าแชมป์ดับเบิลแชมป์เอฟเอคัพพร้อมกับฟุตบอลลีกคัพได้ในฤดูกาล 1992-93 และถ้วยยุโรปใบที่ 2 คือยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพในฤดูกาล 1993-94 ได้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของแกรแฮมก็กลายเป็นความเสื่อมเสียเมื่อมีการเปิดเผยว่าเขาได้รับเงินสินบนจาก Rune Hauge เอเยนต์ของนักเตะในการซื้อตัว จากนั้น แกรแฮมก็โดนไล่ออกในปี 1995 และ บรูซ ริออช ก็เข้ามารับตำแหน่งแทน ซึ่งได้คุมทีมอยู่เพียงฤดูกาลเดียวก่อนที่จะลาออกไปเนื่องจากขัดแย้งกับบอร์ดบริหาร

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรอยู่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และช่วงทศวรรษที่ 2000 เนื่องจาก อาร์แซน แวงแกร์ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1996 แวงแกร์นำแทคติคใหม่ๆมาใช้ นำวิธีการซ้อมใหม่ ๆ เข้ามาและนำนักเตะต่างชาติที่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้มาเสริมทีมจำนวนมาก อาร์เซนอลจึงสามารถคว้าดับเบิลแชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1997-98 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วย และได้ดับเบิลแชมป์ที่ 3 ในฤดูกาล 2001-02 นอกจากนั้น สโมสรยังสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพได้ในฤดูกาล 1999-00 (แพ้จุดโทษให้กับกาลาตาซาราย แต่มาได้แชมป์เอฟเอคัพ ในฤดูกาล 2002-03 และ 2004-05 แชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปี 2003-04 ซึ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน” (The Invincibles) และสามารถทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัดได้ในฤดูกาลต่อมา ซึ่งนับว่าเป็นสถิติสูงสุดของประเทศอีกด้วย

อาร์เซนอลจบฤดูกาลด้วยอันดับ 1 หรืออันดับ 2 รวมทั้งสิ้น 8 ฤดูกาลจาก 11 ฤดูกาลที่อาร์แซน แวงแกร์ก้าวเข้ามาคุมทีมนี้ อาร์เซนอลเป็นหนึ่งในห้าสโมสรเท่านั้นที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ตั้งแต่ก่อตั้งลีกสูงสุดนี้ขึ้นในปี 1993 (นอกจากอาร์เซนอลก็มีแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, แบล็กเบิร์นโรเวอส์, เชลซี และแมนเชสเตอร์ซิตี) แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้แม้แต่สมัยเดียวก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ อาร์เซนอลยังไม่เคยตกรอบที่ต่ำกว่ารองก่อนรองชนะเลิศในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเลย โดยในฤดูกาล 2005-06 สามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ ซึ่งเป็นทีมแรกจากกรุงลอนดอนที่สามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปได้ในรอบ 15 ปี แต่กลับแพ้ให้กับบาร์เซโลนา 2-1 อย่างน่าเสียดาย จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2006 อาร์เซนอลก็ได้ยุติประวัติศาสตร์ 93 ปีที่ไฮบิวรีลง โดยการย้ายสนามเหย้ามาอยู่ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียมอันเป็นที่ตั้งของสโมสรในปัจจุบันนี้

เมื่อสิ้นสุดพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011-2012 ที่อาร์เซนอลจบลงด้วยลำดับที่ 3 ในตาราง และเป็นวาระครบรอบที่พรีเมียร์ลีกตั้งมาครบ 20 ปีด้วย ได้มีการโหวตจากแฟน ๆ ฟุตบอล ปรากฏว่า อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2002-2003 ที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล ได้รับเลือกให้เป็นทีมชุดที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยมีสถิติชนะ 26 นัด เสมอ 12 นัด จากการลงแข่งขันทั้งหมด 38 นัด

เมื่อสิ้นสุดพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012-2013 อาร์เซนอลจบลงด้วยลำดับที่ 4 ของตาราง ในฤดูกาลนี้ อาร์เซนอล ชนะ 21 นัด เสมอ 10 นัด แพ้ 7 นัด มี 73 คะแนน ได้ประตู 72 ลูก เสียประตู 37 ลูก โดยในนัดสุดท้ายของฤดูกาล (วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม) อาร์เซนอลต้องลุ้นอันดับ 4 กับทอตนัมฮอตสเปอร์เพื่อให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งก่อนลงแข่งในนัดสุดท้าย อาร์เซนอล นำอยู่ 1 คะแนน โดยในนัดสุดท้ายนี้ อาร์เซนอล ออกไปเยือนนิวคาสเซิล และเฉือนชนะ 0-1 ด้วยการประตูของโลร็อง โกเซียลนี ขณะที่ทอตนัมฮอตสเปอร์เปิดบ้านเฉือนชนะซันเดอร์แลนด์ 1-0 จากการทำประตูของ แกเร็ธ เบล ได้สิทธิ์ไปเล่นในรายการยูโรป้าลีก

ระหว่างปี ค.ศ. 2005 ถึง ค.ศ. 2014 อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็มด้วยกัน ทำให้ถูกวิจารณ์ต่าง ๆ นานา แต่ในฤดูกาล 2013–14 ในพรีเมียร์ลีก แม้อาร์เซนอลจะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 เหมือนฤดูกาลที่แล้ว แต่อาร์เซนอลก็มีโอกาสลุ้นแชมป์มากที่สุดในรอบ 9 ปี ด้วยการขึ้นเป็นทีมอันดับหนึ่งในตารางคะแนนนานถึง 128 วัน นับว่านานที่สุดในฤดูกาลนี้ และในรายการเอฟเอคัพ อาร์เซนอลก็สามารถคว้าแชมป์มาได้ เมื่อเป็นฝ่ายเอาชนะ ฮัลล์ซิตี ไปได้ 3-2 ประตู ในช่วงทดเวลาพิเศษจากลูกยิงของแอรอน แรมซีย์ กองกลางของทีม ทั้งที่ถูกนำไปก่อนในช่วงต้นการแข่งขันถึง 0-2 เพียงแค่ 9 นาทีแรกเท่านั้น

รวมข่าว

Arsenal-news

ข่าวสโมสร อาร์เซน่อล Arsenal ล่าสุด รวบรวมทั้งหมด ความเคลื่อนไหวภายในสโมสร นักเตะ ผู้จัดการทีม Arsenal

เวนเกอร์ลั่น อยากเก่งต้องซื้อ เตรียมจะซื้อลูกทีมเพิ่มอีก
เจ๊ยืนกราน ไม่ขายอเล็กซิส แน่นอน แม้เสือใต้จะทุ่มไม่อั้น
ป่วยแต่สู้ ปืนโตท้องเสียชนะเสือใต้
เวงเกอร์เตรียมซื้อ โกเรทซ์ก้า ปล่อยเมื่อไรเสร็จเจ๊แน่นอน
แวงเกอร์ลั่นVARน่าจะมาเร็วกว่านี้

รายชื่อนักเตะ

arsenal-player

สำหรับรายชื่อผู้เล่น หรือ นักเตะของ สโมสรทีมอาร์เซน่อล ทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2016-2017 จำนวนการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับทีมอาร์เซน่อล ทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลสถิติการทำประตู ให้กับทีม อาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้

กองหลัง

แพร์ แมร์เทสอัคเคอร์

ชโคดรัน มุสทาฟี

โลร็อง โกเซียลนี

นาโช มอนเรอัล

ผู้รักษาประตู

ดาบิด โอสปีนา รามีเรซ

ทางเข้า Maxbet

maxbet-link

ทางเข้า Maxbet ด้วย คอมพิวเตอร์ (PC)

ทางเข้า Maxbet ด้วย มือถือ (Mobile) แท็บเล็ต (Tablet)

ทางเข้า Maxbet อัพเดท

ทางเข้า maxbet คืออะไร?

Maxbet เว็บไซต์รับเดิมพันอันดับหนึ่งเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ และ โทรศัพท์มือถือ มีรูปแบบการเล่นเหมือนกับ Sbobet ส่วนที่แตกต่างกันก็คือการออกราคาต่อรอง ระบบของเว็บไซต์จะมีให้ลงเดิมพันแบบอัตโนมัติ พร้อมการถ่ายทอดสดให้ได้รับชมตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากจะมีการเดิมพันกีฬาที่ครบถ้วน และยังมีให้เล่นในส่วนของเกม คาสิโนออนไลน์ รวมถึงเกมยอดฮิตอย่างเช่น บาคาร่า รูเล็ต หวยออนไลน์ ฯลฯ

MAXBET หรือ IBCBET คือ เว็บเดิมพันมาตรฐานสากล ปลอดภัย 100 % บริหารงานโดยทีมงานมืออาชีพ ให้บริการเดิมพัน Sport Online และ Casino Online โดยไม่กำหนดราคาเดิมพันขั้นต่ำ ผ่านช่องทางการเข้าใช้บริการที่สะดวกสบายถึง 5 ช่องทาง E-Mail , Live Chat , Line , หน้า Website และ มือถือ แถมรับโปรโมชั่น และ โบนัส จากทางเว็บไซต์มากมาย

ทางเข้า Sbobet

sbobet-link

ทางเข้าสำหรับพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค

ทางเข้าด้วยมือถือหรือแท็ปเล็ต

Sbobet คืออะไร?

Sbobet คือเว็บไซต์สำหรับแทงบอลที่ใหญ่ที่สุดและเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย มีสมาชิกเยอะทั่วเอเชีย เป็นเว็บไซต์ที่รวมรวมฟุตบอลทุกลีกทั่วโลกให้คุณได้แทงบอลกันอย่างสนุกสนานไม่มีเบื่อ ตั้งแต่ลีกเล็ก ๆ ถึงลีกใหญ่หรือฟุตบอลโลกก็มีให้เลือกเสี่ยงโชคอย่างเมามันกับเงินตราที่จะไหลเข้ากระเป๋าคุณ และ Sbobet ไม่มีการปิดเว็บหนีแต่อย่างใด ด้วยระบบการบริหารงานแก่เอเย่นต์ที่ผ่านการคัดกรองอย่างดีแล้ว คุณจะได้เงินกลับไปชัวร์และครบทุกเม็ดแน่นอน

เนื่องจากเหตุผลกับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การแข่งขันกันกับเว็บอื่นๆและผลกำไรที่ค่อนข้างจะมาก แน่นอนว่าเว็บไซต์ sbobet เป็นเว็บที่จะต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัยที่สูงมาก อย่างว่าละครับถ้าเกิดมีเว็บไหนที่ด้อยกว่าเว็บอื่นก็ย่อมจะไม่มีคนเข้าไปใช้บริการเป็นธรรมดา แล้วจะเสียเวลาทำเว็บขึ้นมาทำไมหละครับถูกไหม ทำให้ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะหาเว็บ sbobet ที่ไหนเล่นก็ตามก็รับประกันได้เลยว่าจะเป็นเว็บที่มีบริการดี โปรโมชั่นดี และได้มาตรฐานสากลแน่นอน